TPV และ TPO เป็นวัสดุประเภทเทอร์โมพลาสติกยาง ที่มีความยืดหยุ่น ทนทาน และสามารถแปรรูปได้ง่าย แต่ละวัสดุมีจุดเด่นและจุดด้อยต่างกัน การเลือกใช้จึงขึ้นอยู่กับคุณสมบัติที่ต้องการและลักษณะการใช้งาน
TPV เหมาะสำหรับงานที่ต้องเผชิญสภาวะหนักหน่วง
เนื่องจาก TPV มีความทนทานต่อความร้อน สภาพอากาศ และความยืดหยุ่นที่เหนือกว่า ทำให้มักถูกเลือกใช้ในส่วนที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่หนักหน่วงและต้องการความทนทานต่ออุณหภูมิที่สูง
- ชิ้นส่วนที่ต้องสัมผัสกับความร้อนสูง: เช่น ชิ้นส่วนเครื่องยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์รอบ ๆ เครื่องยนต์ที่ต้องเจออุณหภูมิสูง (สามารถทนความร้อนได้ถึง 100°C – 150°C)
- งานซีล ปะเก็น และสายยาง: เนื่องจากมีความทนทานต่อสารเคมี น้ำมัน และการเสียดสีได้ดี
- ชิ้นส่วนที่ใช้งานกลางแจ้ง: เช่น ซีลประตู ซีลหน้าต่าง และส่วนประกอบที่อยู่ภายนอกตัวรถ ที่ต้องทนแดด ทนฝน และรังสียูวี
- งานที่ต้องการความทนทานสูง: ทนแรงดึง แรงกระแทก และการเสียดสีได้ดีเยี่ยม
TPO ตัวเลือกที่คุ้มค่า เน้นความเหนียวและทนแรงกระแทก
TPO เป็นทางเลือกที่ดีเมื่อคุณต้องการความสมดุลระหว่างคุณสมบัติที่ดีและความประหยัด (ราคาถูกกว่า TPV)
- ชิ้นส่วนที่ต้องการความทนทานต่อแรงกระแทกและความเหนียวสูง: เนื่องจาก TPO ถูกใช้เมื่อต้องการความทนทานต่อแรงกระแทกที่มากกว่า จึงมักใช้ทำชิ้นส่วน เช่น บัมเปอร์ (กันชน) และแดชบอร์ด (แผงหน้าปัดรถยนต์)
- ชิ้นส่วนที่ต้องการราคาประหยัด: TPO มีราคาย่อมเยา ทำให้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับงานที่ไม่จำเป็นต้องทนความร้อนหรือสภาพอากาศที่รุนแรงเท่า TPV
- ความทนความร้อนปานกลาง: เหมาะสำหรับชิ้นส่วนที่รับความร้อนไม่เกิน 70°C – 100°C
สรุปการตัดสินใจเลือกใช้
- เลือก TPV หากคุณต้องการคุณสมบัติสูงสุดด้าน การทนความร้อน สภาพอากาศ และ ความทนทานต่อสารเคมี/น้ำมัน ในสภาพแวดล้อมที่หนักหน่วง
- เลือก TPO หากคุณต้องการ ความทนทานต่อแรงกระแทกสูง และ ความประหยัด สำหรับชิ้นส่วนที่ไม่ต้องเผชิญกับความร้อนสูงมาก
